ขับเคลื่อนโครงการฯ ด้วยวิธี “เด็กเคลื่อนเด็ก”

หนึ่งในกลวิธีที่คุณครูที่ปรึกษาโครงการ ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต ใช้ขับเคลื่อนโครงการฯ ในโรงเรียนให้คืบหน้าเกิดผลสำเร็จก็คือการใช้ “เด็กเคลื่อนเด็ก” หลายๆ โรงเรียนในโครงการฯ ได้ปรับใช้วิธีนี้ในแบบที่แตกต่างกันไป และพบว่าวิธีนี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องภาระงานของคุณครูแล้ว ยังเพิ่มมิติการเรียนรู้ให้กับนักเรียนเมื่อเข้าสู่บทบาทใหม่ในการทำโครงงานอีกด้วย

เมื่อคุณครูเลือกใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยการทำโครงงาน แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) หน้าที่ของครูในฐานะผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้นั้นมีความสำคัญมาก คุณครูจะต้องออกแรงตั้งแต่ช่วยตั้งคำถาม กระตุ้นความสงสัยใฝ่รู้ กระตุกต่อมให้ความคิดแตกแขนง สรุปความคิดที่ฟุ้งกระจาย เปิดโอกาสให้ความคิดที่แตกต่างได้รับการวิพากษ์ ถกเถียง ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม โดยระมัดระวังที่จะไม่ขโมยการเรียนรู้ของลูกศิษย์ ระหว่างนั้นคุณครูก็ยังต้องบริหารจัดการให้การทำโครงงานของนักเรียนคืบหน้าไป และสำเร็จบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ในเวลาที่มีอยู่

ใน “ห้องเรียนแห่งอนาคต” ของซัมซุง พื้นที่และอุปกรณ์ทั้งหมดได้ถูกออกแบบขึ้น เพื่อรองรับการทำโครงงานของนักเรียน  6 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีสมาชิก 6 คน คุณครูต้องให้เวลาและความใส่ใจอย่างมากเพื่อดูแลนักเรียน 6 กลุ่ม และเมื่อลูกศิษย์ของคุณครูทำโครงงานกันในหัวข้อที่หลากหลาย ครูก็ยิ่งต้องใช้พลังทำความเข้าใจโครงงานอันหลากหลายเหล่านั้นเพื่อช่วยให้ลูกศิษย์ทำงานได้สำเร็จลุล่วง

วิธีหนึ่งที่คณะครูที่ปรึกษาหลายท่านที่โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม ได้ค้นพบและแบ่งปันมาก็คือการสร้างทีมพี่เลี้ยงจากรุ่นพี่ที่ได้ทำโครงการฯ ไปแล้วในปีที่ผ่านมา นำมาเป็นทีม “เด็กเคลื่อนเด็ก” เพื่อช่วยคุณครูที่ปรึกษา ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ Lessons Learned สำรวจรอยเท้า ก่อนก้าวกระโดด ที่ผ่านมานั้น คุณครูกัญจนา แห่งโรงเรียนเทิงวิทยาคม ครูเพ็ญศรี แห่งโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ก็ได้มาร่วมแบ่งปันวิธีการ “เด็กเคลื่อนเด็ก” ให้กับคุณครูที่ปรึกษาโครงการฯ ปี 4 ด้วยเช่นกัน

วิธีการ “เด็กเคลื่อนเด็ก” ที่โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคมใช้ในการจัดค่ายกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนในเครือข่าย

เด็กเคลื่อนเด็ก ดีอย่างไร

1

เด็กด้วยกัน คุยกันเข้าใจ ทำงานช่วยกันง่าย

“เด็กเขาคุยกันเข้าใจกันง่าย เรื่องหลายอย่าง ครูอธิบายกับเขาอยู่นาน แต่พอเป็นรุ่นพี่อธิบายให้รุ่นน้องฟัง เขามีวิธีพูดแบบภาษาเดียวกัน คุยแป๊บเดียว เข้าใจกันเลย” คุณครูกัญจนา เล่าถึงประสบการณ์การบริหารโครงงานในชุมนุมซัมซุง ที่โรงเรียนเทิงพิทยาคม ที่ขยายจากสมาชิกนักเรียน 36 คนในปีแรก เป็น 156 คนเมื่อชุมนุมซัมซุงเข้าสู่ปีที่ 4

รุ่นพี่ในชุมนุมมีประสบการณ์การทำโครงงานในปีที่ผ่านมา สามารถช่วยคุณครูโดยให้คำแนะนำรุ่นน้องในเรื่องการวางแผนงาน การบริหารจัดการเวลา หรือเป็นพี่เลี้ยงเมื่อต้องเตรียมลงพื้นที่ เป็นต้น

น้องหญิง กรกนก นามจุมจัง นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเทิงวิทยาคม เล่าถึงประสบการณ์การเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องๆ ในการทำโครงงาน และข้อเรียนรู้

2

การหารุ่นพี่ 6 คน อาจจะง่ายกว่าหาทีมครู 6 คน

ปัญหาหนึ่งที่คุณครูทุกท่านมีร่วมกัน คือภาระงานที่หนักหน่วง ทั้งในงานสอน งานประเมิน ไม่รวมกิจกรรมอื่นๆ ที่ใช้เวลาล้นเข้าไปในเวลาพักและวันหยุดของคุณครู

การบริหารโครงงานนักเรียน 6 กลุ่ม จะดียิ่งหากคุณครูที่ปรึกษามีเพื่อนครูที่ยินดีมาเป็นทีมช่วยเหลือ แต่โอกาสนั้นเป็นไปได้ยาก ตัวช่วยที่เป็นไปได้แน่นอนกว่าก็คือการรับสมัครและคัดเลือกรุ่นพี่ที่เพิ่งทำโครงการฯ ในปีที่ผ่านไป มาเป็นทีมพี่เลี้ยง

3

บทบาท “พี่เลี้ยง” เปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ในโครงงานเดิม

นอกจาก ทีม “พี่เลี้ยง” จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของคุณครูแล้ว การนักเรียนรุ่นพี่ มารับบทบาทใหม่ในโครงงานเดิม ยังเปิดโอกาสให้พี่ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่จากบทบาทนี้ เช่น ทักษะผู้นำและความรับผิดชอบ ทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา ฯลฯ

โรงเรียนเทิงวิทยาคม และโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม เป็นตัวอย่างของโรงเรียนที่ใช้วิธีการเด็กเคลื่อนเด็ก เพื่อช่วยครูดูแลน้อง โดย คุณครูมอบบทบาทให้พี่ชั้น ม.3 ทำหน้าที่พี่เลี้ยงตั้งแต่เปิดปีการศึกษาใหม่

ทีมพี่เลี้ยงนักเรียน ชั้น ม.3 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ได้สรุปข้อเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง เป็นคำแนะนำให้กับครูที่ปรึกษาว่า “น้อง ๆ ชั้น ม. 1 ม. 2 ควรจะเรียนการใช้กล้อง เทคนิคการถ่ายวิดีโอ การตัดต่อ ภายหลังจากที่ทำโครงงานเสร็จและได้ข้อสรุปการเรียนรู้ในหัวข้อโครงงานนั้นเสียก่อน เพื่อจะน้อง ๆ จะได้ไม่มัวแต่ไปโฟกัสเรื่องเครื่องมือจนละเลยเนื้อหาการเรียนรู้ไป” ซึ่งคุณครูเพ็ญศรี ได้รับฟังและนำความเห็นจากประสบการณ์ของพี่ ม.3 มาปรับใช้ในปีต่อมา

พี่ ม.3 จะทำหน้าที่พี่เลี้ยงในภาคเรียนแรก เพราะช่วงภาคเรียนที่สอง พี่ ม.3 ต้องเริ่มเตรียมตัวสอบ จะไม่มีเวลาทำกิจกรรมมากนัก  และพี่ ม.3 จะกลับมาพบน้อง ๆ ในชุมนุมอีกครั้ง ก็คือในช่วงปลายปีการศึกษาเพื่อจะสรุปบทเรียนร่วมกัน ซึ่งในการสรุปบทเรียนนี้ พี่ ๆ จะพูดคุยให้น้อง ม. 2 ได้เข้าใจและรับรู้ว่า เมื่อน้องๆ ขึ้นชั้น ม.3 ก็จะได้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงดูแลน้องรุ่นถัดไป และช่วยเหลือคุณครู

เสียงจากนักเรียนที่ได้ก้าวมาเป็นรุ่นพี่ดูแลน้องๆ ในชุมนุม และเป็นที่ปรึกษาช่วยคุณครูจัดกิจกรรม

“หลังจากเข้าได้ร่วมโครงการของ Samsung ฉันได้พัฒนาในด้านต่างๆมากมายหลายด้าน แต่เรื่องที่เห็นได้ชัดก็คือ การบริหารจัดการ โดยเป็นการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ภายในค่าย คอยควบคุมดูแลสิ่งต่างๆให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม และยังได้มีความเป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างให้กับน้องๆ ที่ร่วมกิจกรรม ฉันพาน้องทำกิจกรรมต่างๆ เป็นที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าพูด กล้านำเสนอแสดงความคิดเห็น ฉัน มีความคิดสร้างสรรค์ในงาน มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ฉันมีความรับผิดชอบในตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่โรงเรียน หรืองานกิจกรรมของ Samsung ฉันก็สามารถ แบ่งเวลาได้

สิริมาศ กันทะสิงห์ นักเรียนชั้น ม. 3 จากโรงเรียนเทิงวิทยาคม จ.เชียงราย

นักเรียนโรงเรียนเทิงวิทยาคม ชั้น ม. 1 ถึง ม. 3 ศึกษาเรื่องหัวข้อโครงงาน “การเพิ่มผลผลิตกบ” ร่วมกัน โดยมีรุ่นพี่ชั้น ม. 3 เป็นที่ปรึกษา และช่วยน้องๆ

การเปลี่ยนแปลงของผมเกิดขึ้นที่ค่ายรักป่าโคกหนองคอง ก่อนจะได้มาถึงจุดๆ นี้ได้พวกเราลงแรงทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิตค่ายรักป่า

ในค่ายนี้ก็จะมีเวทีผู้ใหญ่และเวทีเด็ก เวทีผู้ใหญ่จะมีผู้นำหมู่บ้าน กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และคนในชุมชน ทำการประชุมเพื่อผลักดันให้เป็นป่าชุมชน ส่วนเวทีเด็กมีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับป่า และเรานำน้องๆ เข้าป่าไปทำกิจกรรม ซึ่งมี 5 ฐานด้วยกัน และพวกเราได้กินอาหารกลางวันในป่า และยังมีพี่ๆ จากซัมซุงมาถ่ายทำการทำงานของพวกเราด้วย

หลังจากที่เราเข้าป่าเสร็จพวกเราได้นำน้องๆมาทำ AAR เล่าเรื่องที่พบเห็นในป่าว่าได้ความรู้อะไร จากฐานต่างๆ ที่น้องๆ ได้เข้า และได้เปิดใจน้องๆว่ าน้องคิดยังไงกับการเข้าป่ากับพี่และเพื่อน

การเปลี่ยนแปลงสำหรับตัวเอง เราได้รู้จักการทำงานเป็นแบบแผน และการเป็นผู้นำในการเดินป่า ได้รู้จักทำงานเป็นกลุ่ม ห้องเรียนซัมซุงไม่ได้ให้แค่ห้องเรียนสี่เหลี่ยมแต่ห้องเรียนซัมซุงเป็นเหมือนค้อนที่มาเคาะกะลาของพวกเราๆให้แตก แล้วก็ให้พวกเราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

คมสันต์ เสามุกดา นักเรียนชั้น ม. 5 จากโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม