วิธีพาเด็กหาหัวข้อโครงงาน

การหาหัวข้อโครงงาน เป็นก้าวสำคัญก้าวแรกของการทำโครงงาน เพราะเด็กๆ จะอยู่กับเรื่องนั้นตลอด 1 ภาคการศึกษา หรือตลอด 1 ปี หัวข้อที่เด็กมีความสนใจ อยากรู้ จะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการทำงาน ทำให้เด็กทำโครงงานได้ โดยไม่มองว่าเป็นภาระ เป็นการสร้างให้ผู้เรียนมีฉันทะตั้งแต่เริ่มต้น

คำถามชวนตอบในท้องถิ่น

นอกจากชุมชนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สะดวกต่อการทำงานแล้ว ชุมชนยังให้บริบทการทำโครงงานกับนักเรียน หัวข้อโครงงานในกรณีศึกษาของเรา ทั้งหมดเป็นคำถามที่นักเรียนสนใจจะหาคำตอบในบริบทของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิธีการเพิ่มผลผลิตจากการเลี้ยงกบ การหาเหตุผลสนับสนุนการเปลี่ยนป่าสาธารณะให้เป็นป่าชุมชน เพื่อที่จะเอามาเปลี่ยนใจชาวบ้านใน 4 หมู่บ้านที่แวดล้อมพื้นที่ป่า หรือการประกอบอาชีพในชุมชน

เนื่องจากนักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน บริบทท้องถิ่นจึงทำให้คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามมีความหมายสำหรับนักเรียน ตั้งแต่ที่มาของคำถาม ผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือข้อเรียนรู้จากโครงงานจะเป็นประโยชน์อย่างไรกับตัวเองและผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาฉันทะในการเรียนรู้ ทำให้เด็กทำงานได้ไปตลอดรอดฝั่ง คุณครูที่ศึกษาเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management) คงเข้าใจความสำคัญของบริบทได้เป็นอย่างดี

ลองมาดูกันว่า โรงเรียนทั้งสามแห่ง มีวิธีการหาคำถามชวนตอบกันอย่างไร

ปัญหาใกล้ตัว

โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เริ่มจากปัญหาที่ใกล้ตัวเด็กที่สุด นั่นคือเริ่มต้นที่บ้านและครอบครัว ให้เด็กหาปัญหาในบ้านของตัวเอง และนำสิ่งที่เป็นปัญหาในบ้านของแต่ละคนมาพูดให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้น คุณครูก็ให้เพื่อนไปเยี่ยมบ้านเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพื่อให้มองเห็นปัญหาร่วมกัน วิธีนี้ทำให้เด็กๆ ได้ทำความเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนแต่ละคน ทั้งยังได้ สนิทกันมากขึ้นด้วย

เด็กไปเยี่ยมบ้านเพื่อนและสัมภาษณ์สมาชิกภายในบ้าน

หลังจากนั้น ครูให้กลับมาคิดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของตัวเอง โดยการให้คำถามไปว่า “เราอยากเห็นบ้านตัวเองเป็นแบบไหน” เช่น อยากให้บ้านตัวเองสะอาดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง นักเรียนได้ลงมือแก้ไขจริง นั่นคือ ลงมือทำความสะอาดบ้าน และถ่ายรูป นำมาบอกความคืบหน้าให้เพื่อนๆ ฟัง

จากนั้น คุณครูใช้วิธีการเดียวกันนี้ แต่ขยายระดับของการมองปัญหาไปสู่ชุมชน คุณครูให้กลับนักเรียนกลับไปสำรวจพื้นที่ในชุมชน หรือหมู่บ้านของตัวเอง และให้เด็กระบุปัญหาที่เห็นจากการสังเกตของตัวเอง

คุณครูได้จัดกิจกรรม “จิตอาสา” เพื่อให้นำปัญหาเหล่านี้มาคุยกัน และลงมติว่า เด็กๆ อยากแก้ไขปัญหาอะไร และที่ไหน เช่น ในตอนท้ายคาบของกิจกรรม เด็กๆ ตกลงกันว่า “ไม่อยากเห็นขยะในหมู่บ้าน” แล้วนำไปสู่การหาทางแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

เด็ก ม.1 ของครูสอยอ มีโอกาสฝึกหัดการตั้งคำถามและแก้ปัญหาเล็กๆ ในบ้านตัวเอง ก่อนที่จะเริ่มไปมองปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้นในชุมชน

ระหว่างการทำงาน มีหลายครั้งที่เด็กๆ คิดหัวข้อไม่ออก หรือยังตกลงสิ่งที่อยากทำไม่ได้ คุณครูมีหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจ เช่น ครูสอยอเคยพาเด็กไปทำงานศิลปะกับผู้พิการ ซึ่งประสบการณ์นั้นทำให้เด็กรู้สึกว่า ใครๆ ก็สร้างสรรค์งานศิลปะได้ และมีแรงผลักดันที่จะทำผลงานศิลปะของตัวเองให้สำเร็จ จากจุดเริ่มต้นนี้ เด็กๆ ก็สามารถไปต่อไปได้เองจากสิ่งที่คุณครูพาไปเห็น

จะสังเกตได้ว่า ในวิธีการของครูสอยอ การจะได้หัวข้อมาได้แต่ละหัวข้อ  เด็กๆ ต้องลงสำรวจชุมชนหลายๆ ครั้ง ครั้งแรก คุณครูจะให้ลงสำรวจพื้นที่เพื่อ “การสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว”

ในการสำรวจพื้นที่ครั้งแรก เด็ก ๆ ยังไม่ได้อะไรติดมือกลับมาคุย นอกจากเรื่องเล่าของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว แต่ครั้งต่อๆ ไป คุณครูจะกำหนดให้นักเรียนได้ลงไป เพื่อ “มองหาปัญหา” ในชุมชน เด็กก็จะเริ่มสังเกตเห็นอะไรได้มากขึ้น เริ่มมีมุมมอง และมีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาในชุมชน

สิ่งที่จะทำให้เด็กทำโครงงานได้ โดยไม่มองว่าเป็นภาระงาน  นั่นคือแรงบันดาลใจในการทำงาน หรือ “ฉันทะในการเรียนรู้” ที่จะทำให้ เด็กรู้สึกสนใจ และอยากทำหัวข้อนั้น

ให้เด็ก "ลงทุน" หาหัวข้อด้วยตัวเอง

โรงเรียนเทิงวิทยาคม ใช้วิธีให้เด็ก “ลงทุน” (Invest) กับโครงงานของตัวเอง ตั้งแต่การหาหัวข้อของสิ่งที่จะศึกษา ว่าเด็กๆ อยากทำเรื่องอะไร

เด็กเริ่มจากการมองหาเรื่องที่ตัวเองสนใจใกล้ๆ ตัว และนำเอาหัวข้อต่างๆ มาพูดคุยกัน วิพากษ์ข้อดีข้อเสียของแต่ละหัวข้อจนกระทั่งมาถึง 2 หัวข้อสุดท้าย คือการศึกษาการเลี้ยงกุ้ง หรือ การเลี้ยงกบ ตั้งแต่เริ่มต้นมองหาหัวข้อจนถึงวันที่เด็กๆ ตัดสินใจจะศึกษาเรื่องการเลี้ยงกบ นักเรียนได้ “ลงทุน” ไปแล้วกันการหัวข้อและถกเถียงกันอยู่ 3 เดือน จนเด็กๆ มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันว่า “อยากรู้ว่าจะเพิ่มผลผลิตการเลี้ยงกบอย่างไร”

ขั้นตอนการหาหัวข้อของนักเรียนโรงเรียนเทิงวิทยาคม จ.เชียงราย

ตลอดระยะเวลาที่เหลือ เด็กๆ ใช้เวลาดูแลกบที่ตัวเองเลี้ยงอย่างใส่ใจทุกวัน ให้อาหาร เปลี่ยนน้ำ วัดและบันทึกค่าตัวแปรที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้แรงกาย และใช้เวลา แต่ฉันทะ หรือความ "อยาก" ทำให้ทุกคนมีเป้าหมายที่จะทำงานตัวเองให้เสร็จ นำความรู้มาแบ่งปันกับเพื่อนๆ หรือนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีครูคอยบอกว่า ควรทำอะไรตอนไหนเลยสักครั้ง

คุณครูกัณจนายังพูดอีกด้วยว่า ไม่เฉพาะการทำโครงงานเท่านั้น วิธีนี้ยังเป็นการหล่อหลอมให้เด็กเกิด “เป้าหมายในชีวิต” ซึ่งมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และการเลือกลงทุนในเส้นทางเดินชีวิตต่อไปในอนาคต

เลือกหัวข้อที่เด็กมีส่วนได้ส่วนเสีย

ในกรณีโรงเรียนเชียงยืนวิทยาคม เด็กสนใจทำเรื่องการผลักดันป่าสาธารณะในชุมชนให้เป็นป่าชุมชน เพราะเป็นปัญหาในชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ และเด็กรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาด้วย จะทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานให้สำเร็จ

การที่เด็กมีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เด็กอยากหาวิธีแก้ปัญหา เพื่อที่ปัญหานี้จะได้หมดไป สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบ Problem-based Learning ซึ่งต่างกับการที่เด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับปัญหา การทำโครงงานก็มักจะจบลงด้วยการใช้สื่อดิจิตอลนำเสนอปัญหาและอาการของปัญหาโดยไม่มีความพยายามที่จะวิเคราะห์หาสาเหตุและวิธีการแก้ไข

ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน (Consensus) แทนการใช้เสียงส่วนมาก

ข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับเรื่องป่าชุมชน และการเลี้ยงกบ ก็คือทั้งสองหัวข้อได้มาจากฉันทามติของนักเรียนที่ผ่านการถกเถียงและเห็นร่วมกัน  ไม่ใช่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ที่ชนะการโหวต

เมื่อตอนตั้งต้น เด็กๆ ที่เชียงยืนไม่ได้มีหัวข้อเป็นเรื่องป่าชุมชน หัวข้อนี้ ได้มาจากความสงสัยว่าทำไมเพื่อนคนหนึ่งพูดเสียงเหน่อ  เด็กๆ จึงตามไปดูที่บ้านเพื่อที่จะหาคำตอบ ระหว่างทางจึงได้เห็นขยะในป่า จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับขยะในป่า และค่อยๆ นำไปสู่การศึกษาเรื่องป่าชุมชนในที่สุด

ฉันทามติของเด็กที่เชียงยืน เกิดขึ้นจากความช่างสงสัยและความพยายามที่จะหาคำตอบของร่วมกันเด็กกลุ่มนี้

ในกรณีของโรงเรียนเทิงวิทยาคม เด็กๆ “หาฉันทามติร่วมกัน” (Consensus) ผ่านการนำเสนอและถกเถียงข้อดีข้อเสียร่วมกัน

เด็กๆ ที่เทิงเริ่มจากการแบ่งกลุ่มกันไปสำรวจพื้นที่และนำเสนอปัญหาชุมชนที่อยากไปเรียนรู้ พร้อมเหตุผล  เด็กที่นี่ใช้เวลาในการเลือกหัวข้อผ่านการถกเถียง และตัดสินใจโดยการสร้างความตกลงร่วมกัน โดยใช้เหตุผล แทนการตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ ซี่งทำได้รวดเร็วกว่า

วิธีการของนักเรียนที่เทิง เปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอหัวข้อ พิจารณาข้อดี ข้อเสียของหัวข้อแต่ละหัวข้อร่วมกัน ฉันทามติเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนยอมรับหัวข้อเรื่องกบได้ด้วยเหตุผล และทำให้ทุกคนพร้อมไปต่อในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่วิธีการเลือกด้วยเสียงส่วนใหญ่ อาจจะทำให้เสียงส่วนน้อยที่ทำใจไม่ได้ วางมือจากการทำโครงงาน หรือไม่ทุ่มเทความพยายามให้มากเท่าที่ควร

เหตุผลสำคัญที่เด็กๆ เลือกศึกษาเรื่องการเลี้ยงกบแทนที่จะเป็นเรื่องกุ้ง คือ การศึกษาเรื่องกุ้งต้องใช้เวลานาน บวกกับค่าใช้จ่ายที่สูงมากและต้องใช้สารเคมี เด็กๆ ทุกคนจึงเห็นพ้องกันว่าควรจะทำเรื่องกบ

ข้อสังเกตสำหรับคุณครูที่ปรึกษาโครงการซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต

มีข้อสังเกตจำนวนหนึ่ง ที่เราอยากจะชี้ชวนในคุณครูที่ปรึกษาลองพิจารณาเกี่ยวกับการพานักเรียนหาหัวข้อ

  • คำถามชวนตอบนี้ ต้องให้เวลามากพอ ที่ผู้เรียนจะค้นพบและหาข้อตกลงกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาแรงบันดาลใจและฉันทะของผู้เรียน
  • เด็กๆ ควรได้มองเห็นภาพอนาคต ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโครงงาน หลังจากที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ ซึ่งตรงนี้ จะช่วยให้ทั้งคุณครู และนักเรียนมีเป้าหมายในการทำโครงงานที่ชัดเจน
  • คุณครูควร ผลักดันให้นักเรียนหาคำตอบหรือแก้ปัญหาที่ตนสนใจ เพราะจะทำให้ผู้เรียน ได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อเข้าใจปัญหานั้นได้ลึกซึ้งขึ้น ได้ทดลองแก้ปัญหา สรุปผล และกลับไปทบทวนวิธีการของตนเองอีกครั้ง เช่น คำถามที่ว่าอาหารอะไรที่จะเหมาะกับการเจริญเติบโตของกบ นำไปสู่การทดลองให้อาหารหลายๆ แบบ นักเรียนต้องมีบันทึกปริมาณอาหารและน้ำหนักตัวของกบตามวัย เพื่อมาเปรียบเทียบกัน เป็นต้น
  • การผลิตสื่อไม่ใช่เป้าหมายของการทำโครงการ แต่เป็นการนำเสนอประสบการณ์และข้อเรียนรู้ ซึ่งได้มาจากการทำงาน ดังนั้น การผลิตสื่อจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายของโครงงาน หลังจากที่ผู้เรียนทำงานเสร็จและได้ข้อสรุปการเรียนรู้แล้ว การผลิตสื่อไม่ควรใช้เวลามากนัก เพราะผู้เรียนรู้อยู่แล้วว่าอยากจะนำอะไรจากการทำโครงงานของตน

เราอยากจะชักชวนให้คุณครูลองสวมบทบาท เป็นหนึ่งในผู้เรียนที่อยากจะแสวงหาคำตอบในเรื่องที่ตนเองสนใจ ช่วยเด็กตั้งคำถาม ช่วยทำโจทย์ให้ชัดเจน มีมิติให้นักเรียนได้เรียนรู้ เพื่อคุณครูจะได้มีความสุขในการค้นพบสิ่งใหม่ร่วมไปกับเด็กๆ ของคุณครู