ข้อควรรู้ในการทำหนังสั้นสำหรับนักเรียน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เด็กๆ ในโครงการ Samsung Smart Learning Center “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ได้สื่อสารการค้นพบของพวกเขาด้วยการเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิตัล (Digital Storytelling) ในรูปแบบหนังสั้นนับร้อยเรื่อง ผลงานของเด็กๆ ทำให้ผู้ชมต้องอมยิ้ม หัวเราะ หรือเสียน้ำตาไปกับเรื่องราวมากมายที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ

เพื่อให้เด็กๆ ได้พัฒนาฝีมือการทำหนังสั้นของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ทีมวิทยากรของเราจึงได้ทำการวิเคราะห์ผลงานของนักเรียนในโครงการฯ และถอดบทเรียนออกมาเป็นข้อควรรู้สำหรับน้องๆ ก่อนจะเปิดกล้องหนังสั้นเรื่องต่อไป ดังนี้

 

5 ช็อตควรรู้จักสำหรับการทำหนังสั้น

หนังสั้นของเด็กๆ มักมีลักษณะคล้ายกัน นั่นคือการพาผู้ชมไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ พร้อมสัมภาษณ์ผู้รู้ที่มาให้ข้อมูล ถ้านักเรียนของคุณครูกำลังจะถ่ายหนังในลักษณะนี้ นี่คือ 5 ช็อตสำคัญที่จะช่วยให้หนังสั้นสื่อสารกับผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

1. ช็อตเปิดเรื่อง (Establishing Shot หรือ Opening Shot)

ช็อตนี้คือช็อตที่ให้ข้อมูลผู้ชมเกี่ยวกับเวลา สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในหนังสั้น มักเป็นภาพกว้างเพื่อให้ผู้ชมรู้ว่าหนังสั้นเรื่องนี้เริ่มขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่

ช็อตเปิดเรื่อง

2. ช็อตสัมภาษณ์ในท่านั่ง

การถ่ายสัมภาษณ์ในท่านั่งนั้น จะช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ต้องยืนนานๆ จนเมื่อยหรือเกร็ง และดูเป็นกันเองกว่า ถ้าอยากให้ช็อตสัมภาษณ์ดูน่าสนใจมากขึ้น ลองวางตำแหน่งให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อยู่ทางด้านซ้ายหรือขวาของจอ แล้วมองไปด้านตรงข้ามกับที่นั่ง เช่น ถ้านั่งฝั่งซ้ายของจอ ให้มองไปทางขวา หรือ นั่งฝั่งขวาของจอ ให้มองไปทางซ้าย

ช็อตสัมภาษณ์ในท่านั่ง

3. ช็อตคู่ (Two Shot)

ในการถ่ายหนังสั้นที่มีบุคคลในภาพ 2 คน เช่น พิธีกรคู่ หรือ พิธีกรกับผู้ให้สัมภาษณ์ ควรระวังไม่ให้พวกเขาหันหน้าคุยกันจนผู้ชมมองไม่เห็นหน้าของคนทั้งคู่ วิธีที่ดีที่สุดคือให้ทั้ง 2 คนพูดคุยกันแบบเอียงหน้าเข้าหากล้องประมาณ 45 องศา อาจไม่ใช่วิธีที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่จะช่วยให้ผู้ชมเห็นหน้าคนในจอได้ชัดขึ้น

ช็อตคู่

4. ช็อตข้ามไหล่ (Over-the-Shoulder Shot)

ช็อตนี้เหมาะสำหรับการเสนอมุมมองจากบุคคลที่หนึ่ง เช่น การพูดคุย การทำงาน หรือการเขียนบันทึก แต่เนื่องจากไม่เห็นหน้าของบุคคลคนนั้น จึงไม่ควรใช้เป็นช็อตเปิดเรื่อง เพราะผู้ชมจะไม่รู้ว่าบุคคลในภาพนั้นเป็นใคร

ช็อตข้ามไหล่

5. ช็อตแทรก (Insert Shot)

ในการตัดต่อหนังสั้นช่วงสัมภาษณ์ นักเรียนสามารถแทรกภาพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผู้ให้สัมภาษณ์กำลังพูดถึงเข้ามา เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และช่วยให้ผู้ชมเห็นภาพมากขึ้น เช่น ระหว่างสัมภาษณ์ช่างตัดผม ก็สามารถนำภาพอุปกรณ์การตัดผมมาตัดต่อแทรกเข้าไปได้

ช็อตแทรก

 

การอัดเสียงและการผสมเสียง

การอัดเสียงและผสมเสียงนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ถึงจะถ่ายทำและตัดต่อได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเสียงเบาเกินไป ดังเกินไป หรือฟังไม่ชัด ก็อาจทำให้ผู้ชมชมไม่รู้เรื่องได้ เพราะฉะนั้น คุณครูและนักเรียนควรให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงทุกครั้งในการทำหนังสั้น

ไมโครโฟน

ไมโครไฟนที่คุณครูและนักเรียนได้พบเจอบ่อยที่สุด สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

ไมโครโฟนรับเสียงจากด้านหน้า (Cardioid Microphone) – ไมโครโฟนประเภทนี้คือไมโครโฟนแบบถือที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีนั่นเอง ถ้าอยากให้อัดเสียงได้ชัดที่สุด ผู้พูดต้องพูดใส่ไมโครโฟนโดยตรง ไม่ควรพูดโดยหันหน้าออกจากไมโครโฟน

ไมโครโฟนรับเสียงจากทุกทิศทาง (Omnidirectional Microphone) – หนึ่งในไมโครโฟนประเภทนี้ ก็คือไมโครโฟรติดปกเสื้อของโครงการฯ นั่นเอง เนื่องจากไมโครโฟนประเภทนี้สามารถรับเสียงรบกวนได้จากรอบด้าน เวลาใช้งานจึงควรวางให้ใกล้จุดกำเนิดเสียงมากที่สุด

ไม่ว่าจะใช้ไมโครโฟนประเภทไหน พิธีกรควรทดลองพูดแล้วอัดคลิปสั้นๆ แล้วเปิดคลิปฟังเสียงก่อนถ่ายทำทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าไมโครโฟนบันทึกเสียงได้ชัดเจนหรือไม่ และในระหว่างถ่ายทำ ควรคำนึงถึงเสียงรบกวนต่างๆ เช่น เสียงรถยนต์ เสียงเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เสียงลมด้วย

การผสมเสียง

การผสมเสียง คือขั้นตอนที่เราจะปรับความดังของเสียงต่างๆ ในหนังสั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด เสียงดนตรี หรือ ซาวนด์เอฟเฟ็กต์ ให้อยู่ในระดับที่พอหมาะ

ในการผสมเสียงนั้น ควรให้ความสำคัญกับเสียงพูดเป็นอันดับแรก เสียงพูดต้องดังที่สุด และได้ยินชัดเจนที่สุด

ดนตรีประกอบควรดังประมาณ 1 ใน 3 ของเสียงพูด และเลี่ยงการใช้ดนตรีประกอบที่มีเนื้อร้อง สำหรับซาวนด์เอฟเฟ็กต์นั้น ต้องระวังไม่ให้ดังจนเกินไป และควรผสมเสียงให้ระดับเสียงดังใกล้เคียงกันตลอดทั้งเรื่อง

 

เบื้องหลังหนังดี เคล็ดไม่ลับในการทำหนังสั้น

การใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต คือเคล็ดลับที่ช่วยให้หนังสั้นของนักเรียนทุกเรื่องมีคุณภาพไม่แพ้ผลงานของมืออาชีพ

1. หลีกเลี่ยงฟาสต์ฟอร์เวิร์ด (Fast Forward)

นักเรียนจำนวนมากชอบใช้เทคนิคฟาสต์ฟอร์เวิร์ดเพื่อลดทอนความยาวของหนังสั้น แต่จริงๆ แล้วนักเรียนควรพิจารณาหนังสั้นของตัวเองให้ดี แล้วตัดช่วงที่ไม่จำเป็นออกไปดีกว่า เพราะบางครั้งการฟาสต์ฟอร์เวิร์ดอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกเวียนหัวได้ แต่ถ้าอยากใช้เทคนิคฟาสต์ฟอร์เวิร์ดจริงๆ ควรตัดเสียงทิ้งไป เพื่อไม่ให้รบกวนการรับชมของผู้ชม

2. ใช้สเปเชียลเอฟเฟ็กต์น้อยๆ

ในการทำหนังสั้นนั้น การใช้สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ เช่น การหมุนภาพเวลาตัดต่อ หรือ การใส่ประกายระยิบระยับให้พิธีกร อาจเป็นสิ่งที่ดูสนุกสนานสำหรับเด็กๆ แต่ถ้าใช้มากเกินไปอาจรบกวนสมาธิของผู้ชมจนดูหนังไม่รู้เรื่องได้ การใช้เท่าที่จำเป็นจึงน่าจะดีที่สุด

3. ตัวหนังสือต้องอ่านง่าย

ถ้ามีการใส่ตัวหนังเข้าไปในหนังสั้น ควรเลือกใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย และถ้าอยากให้ตัวหนังสือมองเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นหลังสีอะไร ควรเลือกใช้ตัวหนังสือสีขาวและตัดเส้นสีดำ

4. หาผู้ชมทดลอง

หลังจากตัดต่อหนังสั้นเสร็จแล้ว นักเรียนควรนำผลงานไปให้ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ได้รับชมและให้ความเห็นก่อนจะนำออกฉายจริง คำวิจารณ์จากผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำหนังสั้นหรือโครงการฯ จะช่วยให้เด็กๆ ได้รู้ว่าผู้ชมทั่วไปรู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนั้น เพราะสิ่งที่นักเรียนเห็นว่าน่าสนใจ อาจไม่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้เรื่องนั้นๆ มาก่อนก็ได้ นักเรียนสามารถนำคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้เป็นแนวทางในการตัดต่อหนังสั้นให้ดีขึ้น ก่อนจะฉายให้ผู้ชมกลุ่มใหญ่ได้ชม

5. ควบคุมน้ำเสียงและบรรยากาศ

การสอดแทรกลูกเล่น มุขตลก หรืออารมณ์ขันเข้าไปในหนังสั้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ควรใช้อย่างเหมาะสม เพราะอาจเป็นการไม่เคารพผู้ที่นักเรียนไปสัมภาษณ์ หรือทำให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอสูญเสียความน่าเชื่อถือได้ การเลือกใช้น้ำเสียงในการเล่าเรื่องที่เหมาะกับประเด็น จะช่วยให้หนังสั้นสื่อสารกับผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณครูลองนำข้อเรียนรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ในการทำหนังเรื่องสั้นเรื่องต่อไปของนักเรียน รับรองว่าเด็กๆ จะได้พัฒนาฝีมือในการทำหนังสั้น รวมทั้งยังช่วยฝึกกระบวนการคิดของพวกเขา ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทำงานอื่นๆ ต่อไปในอนาคตด้วย