ถามเบาๆ …สะเทือนไปทั้งป่า

หลังจากจบกิจกรรมสรุปบทเรียนโครงการ ‘ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต’ ที่กรุงเทพฯ ระหว่างเดินทางกลับอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เด็กนักเรียน ชุมนุมซัมซุง ดิสคัฟเวอรี่คลับ โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม พูดคุยกันบนรถตู้ตลอดทางอย่างร่าเริงที่โครงงานตลอดหนึ่งปีการศึกษาเสร็จสิ้นลง งานส่วนนักเรียนจบ แต่งานของครูที่เป็นโค้ชยังไม่จบ

“เอ้า ปีนี้เสร็จแล้ว ปีหน้าอยากทำอะไรต่อ” ครูเพ็ญศรี ใจกล้า ครูที่ปรึกษาชุมนุม ถามขึ้นกลางวง เด็กๆ โอดครวญลั่น เด็กหญิงแฟน นักเรียนชั้น ม.2 ส่งเสียงดังกว่าใคร จนเพื่อนในกลุ่มทักขึ้นว่า ‘ทำไมแฟน พูดอีสานสำเนียงเหน่อ..ไม่เหมือนเพื่อน’

คำถามนี้อาจจะลอยหายไปในอากาศ ถ้าตอนนั้นครูเพ็ญศรีไม่กระตุกต่อว่า “นั่นสิ ทำไมล่ะ อยากไปสืบไหมว่าทำไม”

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของโครงงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กๆ และป่าโคกหนองคอง …

คำถามที่ไม่ถูกมองข้าม

คำถามเรื่องเสียงเหน่อ นำพาเด็กๆ ไปสำรวจชุมชนที่เพื่อนอาศัย จนทำให้ได้รู้ประวัติชุมชนบ้านขามเปี้ยและรู้ว่าบรรพบุรุษของแฟนสืบเชื้อสายมาจากเมืองลาว สำเนียงการพูดจึงต่างไป

และความอยากรู้ก็ไม่ได้สิ้นสุดลงแค่นั้น

เมื่อพวกเขาได้เห็นเศษขยะรอบแนวป่าระหว่างที่เดินสำรวจชุมชน และตามรอยขยะเข้าไป จนทำให้พบร่องรอยการตัดไม้ในป่าโคกหนองคอง คำถามใหม่ก็เกิดขึ้น ว่าทำไมจึงมีคนมาตัดไม้ในป่าที่เป็นสมบัติสาธารณะได้?

คำถามถูกนำมาหารือที่วงคุยของเด็กๆ ในชุมนุม และที่นั่น สิ่งสำคัญที่ครูให้ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นความใส่ใจ พร้อมทั้งให้คำถามที่กระตุ้นความอยากรู้ต่อไปว่า นั่นสิทำไม? ป่านี้เป็นของใคร? เป็นของชุมชนไหม? แล้วทำไมคนถึงเข้า มาตัดไม้ ทำไมมีขยะ?

หลังจากที่ได้พูดคุยถกเถียง ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาอยากจะรักษาป่าโคกหนองคองไว้ “เราเห็นว่าชุมชนของเรามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีบางครั้งที่ชาวบ้านในชุมชนไปลักลอบตัดไม้ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วที่ตรงนี้จะสูญหายไปไหม เราก็เลยมีความคิดอยากจะรักษาไว้” น้องแฟน ปิยฉัตร โพธิ์ศรี หนึ่งในสมาชิกชุมนุมเล่าถึงที่มาของงานนี้

แต่การหาคำตอบให้คำถามที่ท้าทาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

เข้ารกเข้าพงไปหาคำตอบ

เด็กๆ ออกแบบกิจกรรมมากมายที่จะทำให้พวกเขารู้จักป่าได้ดีขึ้น ตั้งแต่ลงพื้นที่สำรวจป่า เก็บข้อมูลต้นไม้ในป่า หรือกระทั่งจัดค่ายห้องเรียนธรรมชาติให้น้องๆ โรงเรียนประถมในชุมชน ระหว่างเก็บข้อมูลนั้นพวกเขาก็ได้ค้นพบด้วยตนเองว่าป่าโคก หนองคองนั้นอุดมสมบูรณ์มาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสรุปให้ชาวบ้านในชุมชนเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

“เราไปเก็บข้อมูลมาหลายรอบแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ ก็เลยรู้สึกว่าสี่ห้าเดือนที่ทำไปไม่มีผลเลย ท้อมาก” เด็กๆ ทบทวนประสบการณ์ ถึงพวกเขาจะรู้จักป่ามากขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลคำตอบที่จะช่วยรักษาป่าเอาไว้ได้

“เวลาเด็กลงพื้นที่และทำงานไม่สำเร็จ เขาก็มาทบทวนตัวเองว่าที่ทำลงไปบกพร่องตรงไหน ปรากฏว่าเขาไม่รู้จักป่าดี ครูเองเป็นครูสังคม ก็ไม่รู้ดีพอ แต่ในฐานะที่เราเป็นโค้ช เราต้องช่วยเหลือทุกวิถีทาง ในเมื่อเราไม่รู้ เด็กไม่รู้ ก็หาที่พึ่งพิงข้างนอก ซึ่งเรามีเยอะ ครั้งนี้เราไปขอความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับป่าไม้” ครูเพ็ญศรี เล่าถึงเส้นทางสู่คำตอบ

เด็กในชุมนุมได้เข้ารับการอบรมเรื่องป่าไม้จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่เรื่องการสำรวจเก็บข้อมูลต้นไม้ในป่า การกางแปลงตัวอย่างเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ ได้วิธีการคำนวณค่าซึมซับคาร์บอนและการปล่อยออกซิเจนของต้นไม้ในป่าโคกหนองคอง รวมถึงได้คำตอบว่าวิธีการที่จะช่วยรักษาป่าเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน คือ การขับเคลื่อนป่าโคกหนองคองให้เป็นป่าชุมชน เพื่อให้ทุกคนในชุมชนได้มาสร้างข้อตกลงในการใช้และดูแลป่าร่วมกัน

หลังจากนั้น การจัดเก็บข้อมูลของทีมเด็กก็เริ่มเป็นระบบมากขึ้น มีการทำแปลงตัวอย่าง 10X10 เมตร จับค่า GPS ระบุตำแหน่งต้นไม้ ฝึกคำนวณค่าการซึมซับคาร์บอนและการปล่อยออกซิเจนของต้นไม้ เด็กๆ ทั้งดีใจและประหลาดใจมากเมื่อพบว่า ป่าโคกหนองคองของพวกเขา ซึ่งมีพื้นที่ 1,600 ไร่นั้น ปล่อยออกซิเจนได้มากพอให้คนถึง 132,317 คนใช้ได้ต่อปี

ข้อมูลนี้ หากคนในชุมชนได้รับรู้ ก็อาจจะทำให้ได้เห็นคุณค่าและรู้ว่าป่าโคกหนองคองนั้นสำคัญเพียงไหน

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของโครงการซัมซุงฯ คือ การสื่อสารสิ่งค้นพบโดยใช้การเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัล (Digital Storytelling) นวัตกรรมของซัมซุงช่วยให้เด็กๆ เก็บข้อมูลของป่าโคกหนองคอง ถ่ายทำ ตัดต่อเป็นเรื่องราวที่สามารถสื่อสารให้คนในชุมชนเข้าใจได้ง่าย จากนั้นทีมเด็กๆ จึงจัดงานเสวนา “คืนข้อมูล” สู่ชุมชน เชิญนายอำเภอเป็นประธานเปิดงาน เชิญกรมป่าไม้ เกษตรกร และชาวบ้านมาร่วมงาน เพื่ออธิบายถึงเหตุผลและชักชวนให้เห็นประโยชน์ของการขับเคลื่อนป่าสาธารณะให้เป็นป่าชุมชน เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559

ทั้งหมดนี้เด็กนักเรียนในชุมนุมซัมซุง ได้ช่วยกันลงแรงมาเป็นเวลากว่า 1 ปี

แรงกระเพื่อมจากหนึ่งคำถาม

การหาข้อมูล สำรวจป่า ถ่ายทำสารคดี จัดเวทีเสวนา หรือกระทั่งเชิญผู้ใหญ่มาร่วมงาน ไม่ใช่การบ้านที่ครูสั่ง แต่เป็นประสบการณ์สดใหม่ที่เด็กยินดีทำ เพื่อค้นหาคำตอบที่เขาอยากรู้ และสื่อสารสิ่งที่เขาค้นพบให้คนอื่นได้รู้ด้วย

ตลอดเส้นทางการหาคำตอบ เด็กๆ ได้เรียนรู้ ปรับตัวทำงานร่วมกับเพื่อน การจัดการความขัดแย้ง การวางแผน และเรียนรู้จากความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน

“ลงพื้นที่ซ้ำๆ เป็นสิบครั้ง เพราะเราไม่ได้วางแผนเก็บข้อมูลให้ดีพอ ตอนที่ทำอยู่ในป่าเราก็รีบกันมาก พอเก็บเสร็จเราก็ไม่ได้มาดูข้อมูลที่ทำ พอจะเอามาวิเคราะห์ก็ใช้ไม่ได้… มีเรื่องผิดพลาดเยอะ”

“ตอนแรกเราก็แบบ ทำไมคุณครูไม่บอก ทำไมไม่เฉลยมาเลย มันจะได้ง่าย ทำไมต้องให้เราไปศึกษาเอง แต่พอเราได้ลงไปศึกษาเองเราถึงรู้ ถ้าคุณครูบอกเรา เราจะไม่เห็นถึงปัญหาในจุดนั้นค่ะ” น้องแฟน ปิยฉัตร โพธิ์ศรี เล่าถึงประสบการณ์การทำโครงงาน ขณะที่ครูเพ็ญศรีสะท้อนว่า

“สิ่งที่เขาได้เรียนรู้น่ะเยอะมาก บางทีโรงเรียนก็ไม่มีที่จะสอนนะ อย่างเช่นว่าเขาประชุมวางแผนกันในการทำงาน จะไปติดต่อใครบ้างล่ะ แล้วติดต่อเฉยๆ จดหมายราชการมีไหม วิธีทำจดหมายเขาก็ไปหาดูเอง แล้วเอามาให้ครูตรวจอีกรอบหนึ่ง คือ เขาทำด้วยตัวเอง แล้วเรียนรู้โดยที่ไม่ต้องไปบอกอะไรมาก ทีนี้สิ่งที่เขาเรียนรู้เอง มันจะอยู่กับเขา”

“ครูก็แค่คอยหนุน เอาความสงสัยของเด็กๆ มาเป็นตัวกระตุ้นให้เขาเรียนรู้ แล้วก็คอยดูอยู่ห่างๆ ช่วยเสริมในสิ่งที่เขาขาด”

มากกว่าคำตอบ คือ ความเปลี่ยนแปลง

“เด็กเปลี่ยนแปลงทุกคนนะ อย่างแฟน เมื่อก่อนเขาไม่มั่นใจในตัวเอง เดี่ยวนี้กล้าขึ้น กล้าแสดงความคิดเห็น หรือฑา เมื่อก่อนไม่พูดเลย ตอนนี้เขาเป็นพิธีกรได้แล้ว และก็รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าชอบเขียน เขาก็จะคอยบันทึกสรุปงานให้เพื่อนๆ” ครูเพ็ญศรีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่เติบโตจากคำถามและการค้นหาคำตอบ โครงการอนุรักษ์ป่าโคกหนองคองยังส่งผลให้คนในชุมชนกลับมาทบทวนการใช้ป่า ผู้ใหญ่บ้านจัดประชุมลูกบ้านเพราะเห็นความตั้งใจและคุณค่าของงานที่เด็กริเริ่ม ปัจจุบันหนึ่งในสามหมู่บ้านให้การยอมรับร่วมขับเคลื่อนป่าโคกหนองคองให้เป็นป่าชุมชน

มาถึงวันนี้ โครงการอนุรักษ์ป่าโคกหนองคอง ขยายเป็นโครงการ “ฮักนะป่าใหญ่” มี ชุมนุมซัมซุง ดิสคัฟเวอรี่ คลับ โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม เป็นแกนนำร่วมกับโรงเรียนพี่น้อง 5 แห่งในพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจขับเคลื่อนป่าชุมชนร่วมกัน โดยมีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นภาคีด้านวิชาการ

และทั้งหมดนี้ เริ่มจากคำถามของเด็กเพียงคำถามเดียว ที่คุณครูไม่ละเลย.