3 ปีในห้องเรียนแห่งอนาคต 3 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

สะท้อนประสบการณ์จากครูอ้อย ครูที่ปรึกษาโครงการฯ โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี

ไม่ใช่แค่ให้เด็กทำคลิปวิดีโอแล้วจบ แต่เด็กต้องมีพัฒนาการ มีความกล้าที่จะค้นหาในสิ่งที่เขาอยากรู้ และภาคภูมิใจในตัวเอง

เมื่อเดินเข้าไปในโรงเรียนช่วงก่อนเที่ยงไม่นานนัก รอบด้านเด็กๆ ทั้งวัยประถมและมัธยมวิ่งส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เดินเข้าไปภายในห้องซัมซุงของโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ เด็กๆ กำลังผลัดกันออกมายืนจับไมค์ นำเสนอผลงาน โดยมีครูอ้อย จริยาภรณ์ คุ้มพันธ์ ครูที่ปรึกษาโครงการฯ ยืนให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ด้วยสีหน้ามีรอยยิ้ม ใต้ตามีรอยคล้ำเล็กน้อย ดูเหนื่อยล้าทว่ามีความสุข

นั่นเป็นภาพครูอ้อยที่เราคุ้นเคย

โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี เป็นโรงเรียนในปีที่ 2 ของโครงการ Samsung Smart Learning Center  “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครูอ้อย ครูที่ปรึกษาโครงการ และเด็กๆ ในชุมนุม Samsung Discovery Club หลายต่อหลายรุ่น ได้ผ่านประสบการณ์การดำเนินโครงการมาหลากหลาย เริ่มจากล้มลุกคลุกคลาน ทดลองมาเรื่อยๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้บทเรียน และกำลังพัฒนาต่อไป

ระยะเวลากว่า 3 ปี ที่ครูอ้อยทุ่มเทดำเนินโครงการในโรงเรียนเพื่อลูกศิษย์ เรามาดูกันว่า ชีวิตของครูอ้อยและชีวิตในโรงเรียนของเด็กๆ ที่นี่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

SSLC: ครูอ้อยรู้จักโครงการ Samsung Smart Learning Center “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ได้อย่างไร และทำไมถึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ

ครูอ้อย: เหตุผลในตอนแรกที่สมัครเข้าร่วมโครงการ เพราะอยากได้อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ของซัมซุง ก่อนหน้านี้เราควักเงินตัวเองไปเยอะมาก เราเป็นครูคอมพิวเตอร์ หลักสูตรให้สอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำนักงาน เราก็สอน แต่เรารู้ว่าความสุขของเด็กไม่ได้อยู่ตรงนี้ เด็กชอบของแปลกใหม่ เลยเข้าไปดูข้อมูลโครงการในเว็บไซต์ และโทรสอบถามจากโรงเรียนคลองบ้านพร้าว ที่อยู่ไม่ไกลกัน เขาเป็นโรงเรียนในโครงการปีที่ 1 ถามทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้รู้จักใครในโรงเรียนนี้เลยนะ (หัวเราะ)

SSLC: พอได้เข้าร่วมโครงการแล้วเป็นอย่างไรบ้าง 

ครูอ้อย:  ตอนที่ได้เข้าร่วมโครงการ มาในปีแรก เด็กก็ตื่นเต้น เพราะเด็กไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ใช้อุปกรณ์ อุปกรณ์ก็ได้เยอะกว่าที่เราคาด ทั่วถึงสำหรับการเรียนรู้ ช่วงปีแรกเราก็งานเยอะ เหนื่อย ไม่อยากทำแล้ว แต่ก็ลองพัฒนามาเรื่อยๆ ล้มลุกคลุกคลาน อะไรที่ลองแล้วไม่เวิร์คก็เปลี่ยนใหม่ จนเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก

SSLC: ครูเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ อย่างไรบ้าง

ครูอ้อย: เราทำโครงการไปกับเด็กสองสามรุ่นแล้ว เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กของเรา ที่ชัดเจนคือเขาได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหา การรับฟัง การแบ่งปัน ความเห็นแก่ตัวลดลง และที่สำคัญคือ เขาได้รับการยอมรับ ความคิดเห็นของเขาถูกรับฟัง ในขณะที่ในห้องเรียนเขาไม่ได้ แต่ที่นี่ ในชุมนุมซัมซุงเขาได้

SSLC: ครูอ้อยเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก แล้วตัวครูอ้อยเองมีการเปลี่ยนแปลงอะไรด้วยไหม

ครูอ้อย: เราสอนในห้องคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องสอนแบบเดี่ยวมาตลอด พอมาทำโครงการได้สอนแบบให้เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่ม ทำให้เราได้มาเห็นการปฏิสัมพันธ์ การร่วมกันลงมือทำงาน การแก้ปัญหา เห็นศักยภาพในตัวเขามากขึ้น

ตั้งแต่เข้าร่วมโครงการมา ตัวเราจากที่เมื่อก่อน เรา Chalk & Talk เราพูด สาธิตอย่างเดียว ครูเองก็เปลี่ยนจากครูเป็นโค้ช เราก็เริ่มให้เด็กขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเขาเอง เริ่มเรียนรู้จากเรื่องที่เขาสนใจ เราเอากระบวนการมาใช้กับการสอน เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่ม  อีกอย่างเราสอนได้มากขึ้น เช่นตอนนี้เราสอนทำขนมเบเกอรี่ เราทำไม่เป็น แต่เราก็ให้เด็กเรียนรู้ได้  เพราะเราเป็นโค้ช เราชวนคนอื่นมาสอน แล้วเราคอยช่วยดูแลการเรียนรู้ของเด็ก การสอนของเราก็เปิดกว้างมากขึ้น

SSLC: ทำโครงการมา 3 ปีแล้ว มีเหตุการณ์อะไรที่ประทับใจ อยากเล่าให้ฟังเป็นพิเศษไหม

ครูอ้อย: จากการทำโครงการได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เราได้พัฒนาตัวเอง ได้รู้จักผู้ปกครองนักเรียน และได้รู้จักชุมชน ก่อนหน้านี้ เราขับรถมาสอน เลิกเรียนก็กลับบ้าน มันทำให้เรารู้ว่า เราไม่เคยรู้จักชุมชนรอบโรงเรียนเลย

แต่พอเราทำมาโครงการ ทำให้ต้องพาเด็กไปลงพื้นที่ชุมชน ก็ได้รู้จักชุมชนด้วย อย่างเราทำมา 3 ปี มีวิดีโอ 24 เรื่อง ตอนนี้เราก็มี 24 ความสัมพันธ์กับชุมชน เช่น ปีนี้มีกลุ่มที่ทำเรื่องการเปิดปิดประตูน้ำ เด็กเขาก็อยากรู้ แต่คนเปิดปิดประตูน้ำ เขาไม่กล้าให้สัมภาษณ์ เราก็ทำเรื่องติดต่อทางกรมชลประทานไป เขาก็ยินดีให้ข้อมูล แถมบอกว่าปีหน้าจะให้ทุนพาเด็กไปทัศนศึกษาอีก เราก็ดีใจ เป็นความสัมพันธ์ที่ถ้าเราไม่มาทำงานตรงนี้ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเราจะได้

 

SSLC: มีอะไรอยากบอกกับทางโครงการไหม

ครูอ้อย: โครงการมีความต่อเนื่อง โรงเรียนเข้าร่วมโครงการมา 3 ปีแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังคงดำเนินโครงการอยู่ได้คือ โครงการมีเงินสนับสนุนทุกปี เงินทุนสนับสนุนที่ได้จากโครงการในทุกๆ ปี สำคัญมากสำหรับเรา เราใช้อย่างประหยัดมาก พาเด็กไปลงพื้นที่ เวลาเขาไปกับเราแต่ละครั้งเขาก็ไม่ต้องเสียเงิน ผู้ปกครองก็วางใจให้เด็กมากับเราได้

ครูอ้อย จริยาภรณ์ คุ้มพันธ์

รวมถึงการที่โครงการจัดอบรมครูทุกปี เราทำอะไรหลายอย่าง เราตกหล่น ลืมกระบวนการไปบ้าง การได้กลับไปอบรม ทำให้เราได้รื้อฟื้น ชาร์จแบต ให้เราตระหนัก ได้พัฒนาการทำงานของเรา ไม่ใช่แค่ให้เด็กทำคลิปวิดีโอแล้วจบ แต่เด็กต้องมีพัฒนาการ มีความกล้าที่จะค้นหาในสิ่งที่เขาอยากรู้ และภาคภูมิใจในตัวเอง

และการที่เราเจอเพื่อนครูร่วมโครงการ ได้พูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากเขา รวมถึงการที่โครงการมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ มีพี่อาสา มีทีมงานมาทำกิจกรรมที่โรงเรียน ไม่ค่อยมีใครมาทำอย่างนี้ พอมีอย่างนี้แล้ว เด็กเขาก็ได้ประโยชน์ อย่างน้อยเขามีแรงกระตุ้น มีพลังในการทำงานมากขึ้น ครูเองก็ได้มีคนรับฟัง ได้กำลังใจในการทำงานต่อเช่นกัน

เรามาทำตรงนี้ เป้าหมายคือเราอยากให้เด็กเราเป็นเด็กที่มีความกล้า ภูมิใจ ฝึกจากห้องซัมซุงนี่แหละ ให้ห้องเรียนนี้เป็นเวทีสร้างเด็ก

 

ครูอ้อยทิ้งท้ายอย่างสดใส.