โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ระดมทุนชุมชน หนุนเด็ก ม.ต้น ค้นพบความถนัด

เก้าอี้ตัวยาวตั้งเด่นอยู่บนเวที มีกลไกพิเศษ ซึ่งเมื่อเปิดที่นั่งขึ้น จะพบพื้นที่เก็บของที่ออกแบบให้ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน

นี่คือเก้าอี้ที่มีอยู่ตัวเดียวในโลก !

ข้างๆ เก้าอี้ เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของผลงาน นายชินวัตร ชูเอม หรือ ดรีม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ยืนยิ้มอย่างภาคภูมิ ก่อนเล่าให้ผู้ชมฟังถึงประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกอาชีพช่างไม้กับร้าน ดีดีคลับ ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ครั้งนี้ผมได้เรียนเรื่องอาชีพอย่างเต็มตัว แต่ก่อนผมไม่ชอบงานที่ต้องใช้ความอดทน อย่างงานเลื่อยไม้ การที่ผมได้ไปเรียนไปฝึกมาทำให้ผมอดทน ขยัน ได้เรียนแบบนี้ทำให้ผมอยากเป็นช่างไม้ ถามว่าถ้าจบไปผมจะทำอาชีพนี้หรือเปล่า ผมบอกได้เลยว่าทำ

การฝึกอาชีพในชุมชนเป็นส่วนหนึ่งในแผนการสอนหลักสูตรบูรณาการท้องถิ่น “ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ” ซึ่งมีครูชาญณรงค์ ภัทรมานนท์ หรือที่นักเรียนเรียกว่า “ครูเกาหลี” หนึ่งในทีมครู ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียน เป็นผู้ริเริ่ม ดรีม และเพื่อนๆ นักเรียนชั้นม. 2 ทุกคน จะได้ทำกิจกรรมค้นหาความถนัดของตนเอง ค้นหาอาชีพในชุมชนที่ตนเองสนใจ ก่อนที่จะไปสู่การฝึกอาชีพกับวิทยากรซึ่งเป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่น

“โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนประมาณ 700 คน โรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการศึกษา เด็กส่วนใหญ่มาจากชุมชนรอบข้าง ผู้ปกครองไม่ได้มีรายได้มาก เด็กเกินกว่าครึ่ง เรียนต่อสายอาชีพ และบางส่วนก็ไม่เรียนต่อเลย ปัญหาที่พบคือ เด็กไม่รู้จักตัวเอง ลูกศิษย์ที่จบ ม.3 ไปเรียนต่อ หลายคนหยุดเรียนกลางคัน เพราะเรียนไม่ไหวบ้าง หรือค้นพบภายหลังว่าไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่ความถนัดบ้าง” ครูเกาหลีเล่าถึงที่มา และสรุปว่า

เด็กวัยนี้ต้องได้ค้นพบ ต้องได้ลงมือทำ เขาได้ทำ เขาถึงจะรู้ หน้าที่ของครูคือทำอย่างไร จึงจะหาโอกาสให้ลูกศิษย์เข้าไปทดลองทำความรู้จักกับอาชีพเหล่านั้นได้

ครูเกาหลี

ประกอบร่าง สร้างโอกาส จากทุนในชุมชน

ครูเกาหลีมองหา “โอกาส” จากสิ่งที่อยู่รอบตัวครู โรงเรียน และในชุมชน เพื่อประกอบสร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ ได้ค้นพบความถนัดของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การสรรหาวิทยากรแนะนำอาชีพ

การจัดการศึกษาแบบนี้เราทำเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องมีเครือข่าย มีทรัพยากรที่จะดึงมาสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก โชคดีที่โรงเรียนอยู่ในเครือข่ายเทศบาล เป็นชุมชนเมือง เราจึงชักชวนผู้ประกอบการในชุมชน เราเชิญช่างเสริมสวย ช่างไม้ ช่างไฟฟ้า นักบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคลากรในสถาบันการศึกษาย่านนั้น มาช่วยฝึกงานเด็ก ครูเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่ เป็นคนคอยประสานเพื่อให้เด็กไปหาความรู้ด้วยตัวเอง

เนื่องจากโรงเรียนมีหลักสูตรบูรณาการ 3 คาบต่อสัปดาห์อยู่แล้ว ครูเกาหลีจึงขอใช้เวลาในคาบเรียนดังกล่าว จัดโครงการพาเด็กฝึกอาชีพในชุมชนให้กับเด็กชั้น ม.3 โดยเริ่มในปีการ ศึกษา 2560

ชอบไม่ชอบ ใช่ไม่ใช่ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

ก่อนไปฝึกงาน ครูมองว่าต้องให้เด็กๆ ค้นพบตัวเองเสียก่อน

ในภาคเรียนที่ 1 ครูจึงให้นักเรียนทำกิจกรรม “ค้นพบตัวเอง” หลายรูปแบบ เช่น การทำแบบสำรวจพหุปัญญา การทำไทม์ไลน์วางแผนอนาคต ดูวิดีโอแนะนำอาชีพในเว็บแอปพลิเคชัน Samsung Career Discovery เพื่อให้นักเรียนเห็นความสนใจของตน และมีข้อมูลอาชีพที่ตนสนใจไว้เบื้องต้น จากนั้น ครูจึงพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานประกอบการ และกลับมาจัดค่ายทดลองฝึกงานที่โรงเรียน ก่อนให้นักเรียนเลือกอาชีพที่จะฝึกต่อไป

ภาคเรียนที่ 2 เป็นเวลาแห่งการลงมือฝึกงาน 3 เดือน โดยนักเรียนใช้เวลา 3 คาบสุดท้ายของวันศุกร์ทุกสัปดาห์ ออกไปฝึกงานในสถานที่จริง และในครั้งนี้ ครูเกาหลีได้มอบหมายให้เด็กๆ เป็นผู้ประสานงานติดต่อกับวิทยากรอาชีพเพื่อขอฝึกงานด้วยตนเอง ต่างจากภาคแรกที่ครูช่วยประสานงานให้

“เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกที่จะจับมือกับชุมชน นอกจากเราจะได้ให้เด็กออกไปฝึกปฏิบัติจริงแล้ว เด็กยังได้ สื่อสารกับคนในชุมชน ได้รู้จักวิถีชีวิตชุมชนอีกด้วย” ครูเกาหลีเสริม

ขณะที่ คุณยุทธพงษ์ สัตยมุข เจ้าของร้าน ดีดี คลับ ขอนแก่น หนึ่งในผู้ประกอบการที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกงาน กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ตนรู้สึกดีใจที่ได้นำความรู้ในอาชีพมาถ่ายทอดแก่เด็กๆ และยินดีสนับสนุนครู ถ้าหากมีเด็กสนใจมาฝึกงานกับตนอีก

ทุกประสบการณ์คือการค้นพบ

เพื่อไม่ให้ประสบการณ์การฝึกงานผ่านเลยไป ครูเกาหลีกำหนดให้นักเรียนมี “ชิ้นงาน” จากการฝึกงาน มีการจดบันทึก และจัดวงสะท้อนการเรียนรู้ของนักเรียน จากนั้นนักเรียนยังต้องวางแผนร่วมกันเพื่อจัดงาน “หยดน้ำการเรียนรู้” หรือ “วันแห่งการค้นพบ” ที่นักเรียนจะแปลงประสบการณ์เป็นผลงาน จัดนิทรรศการอาชีพ และจำลองการประกอบอาชีพที่ตนได้เรียนรู้มา จัดแสดงให้รุ่นน้อง คุณครู ผู้ปกครองได้ชม

นักเรียนที่ไปฝึกช่างไม้ ได้ผลงานออกมาเป็นเก้าอี้ไม้ ให้ผู้ปกครองได้นั่งในวันงาน น้องที่ไปฝึกช่างตัดผม เปิดโซนร้านเสริมสวยขนาดย่อม น้องที่ไปฝึกแพทย์แผนไทยก็ไม่น้อยหน้า จัดมุมตั้งตัวเป็นหมอนวดรุ่นเยาว์ โดยมีครูและผู้ปกครองต่อแถวเข้าคิวรอใช้บริการ

ส่วนพ่อครัวแม่ครัวก็ทำอาหารมาขายอย่างครึกครื้น ไหนจะช่างอิเล็กทรอนิกส์ที่มาพร้อมแผงวงจร และ เด็ดสุดก็บรรดาช่างยนต์ทั้งหลาย อาศัยว่าคนเยอะกว่าใคร ก็เลยเปิดอู่รับซ่อมและล้างรถจักรยานยนต์กันกลางสนามหญ้าโรงเรียนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ครูศิลปะ นักบัญชี โปรแกรมเมอร์ พนักงานโรงแรม ฯลฯ

ครูทุกคนพยายามจัดประสบการณ์ให้เด็กๆ ไปเรียนรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองชอบ อาชีพที่ตัวเองสนใจนั้นมี อนาคตเป็นอย่างไร แท้จริงแล้วเราพอใจกับมันไหม

จบภาคเรียนที่ 2 ลูกศิษย์ ม.3 ทั้ง 26 คน ของครูเกาหลี ต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง บ้างก็ค้นพบทางที่ใช่ หรือค้นพบว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่ทั้งหมดก็คือการค้นพบ

พวกเขาก้าวเดินอย่างมั่นใจ เพราะเห็นเป้าหมายทางเดินข้างหน้า เป็นเป้าหมายที่พวกเขาเลือก และลงมือลองไปแล้วด้วยตัวเอง อย่างที่ครูของพวกเขาเคยบอกไว้

“วันนี้ไปเรียนรู้แล้วมันไม่ใช่ หนูมีสิทธิ์เปลี่ยน”

อย่างน้อย พวกเขาก็ได้เรียนรู้แล้ว

ดรีมจบไปแล้ว และย้ายไปเรียนทางด้านช่างไม้ที่สระบุรี แต่เก้าอี้ของเขาตัวนั้น ยังคงตั้งโดดเด่นอยู่ใน ห้องศิลปะของโรงเรียน กลายเป็นหนึ่งในหลักฐานการค้นพบตัวเองของเด็ก ม.3 รุ่นนี้.