จากครูสู่โค้ช การเปลี่ยนแปลงภายใต้ “ห้องเรียนแห่งอนาคต”

เมื่อพิมพ์คำว่า “ครู” ลงในพจนานุกรมของเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน ความหมายที่ปรากฏก็คือ “ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์” ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ของคนทั่วไปว่า ใครก็ตามที่ทำอาชีพครู เขาและเธอต้องเป็น “ผู้รู้” เพื่อมาทำหน้าที่ “ถ่ายทอดความรู้” (จนบางครั้งเลยเถิดกลายเป็นผู้ผูกขาดความรู้และความถูกต้องไว้) นักเรียนส่วนใหญ่จึงเคยชินกับการรับฟังและทำตาม

ทว่าเมื่ออุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าแต่ก่อน อีกทั้งอินเทอร์เน็ตก็แพร่หลายจนเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในหลายมิติ ความรู้ที่เคยผูกติดไว้กับผู้รู้จึงได้รับการคลายความเป็นเจ้าของ จนกลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้อย่าง (แทบจะ) เท่าเทียมกัน

“ถ้าอยากได้สีส้ม เราต้องผสมสีอะไรกับสีอะไรเหรอคะ” เด็กบางคนอาจเคยยกมือถามครูในวิชาศิลปะ
“ทำไมงูถึงต้องลอกคราบเหรอครับ” อาจเป็นความสงสัยที่เคยดังขึ้นในชั่วโมงวิทยาศาสตร์
“เราควรใช้คำว่า ‘คะ’ หรือ ‘ค่ะ’ ในประโยคแบบไหน” เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เด็กหลายคนอาจยังไม่แน่ใจ

เพียงเคาะความสงสัยไปยังเว็บไซต์ค้นหา คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นในไม่กี่วินาที ทั้งข้อมูลแบบตัวอักษร เสียง และภาพเคลื่อนไหว นักเรียนจึงสามารถรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น แม้ความหมายดั้งเดิมจากพจนานุกรมจะไม่ผิด แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมความหมายของคำว่า “ครู” ที่สอดคล้องกับยุคสมัยอีกต่อไป

แน่นอนว่า “เทคโนโลยี” คือปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมบรรยากาศการเรียนการสอน แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ “กระบวนการ” ที่ครูและนักเรียนต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวจากความเคยชินเดิมๆ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

“Samsung Smart Learning Center ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” คือโครงการที่ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด นำ “เทคโนโลยี” ทั้งกล้องถ่ายรูป โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต รวมทั้ง “กระบวนการ” น่าสนใจ เข้าไปสร้าง “ต้นแบบห้องเรียนแห่งอนาคต” ไปพร้อมๆ กับปรับเปลี่ยนวิธีคิดของครูจากผู้บรรยาย (Lecturer) มาเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Coach) และเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กๆ จากผู้รับฟัง (Passive Learner) มาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง (Self Learner)

โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็น 1 ใน 15 โรงเรียนจากโครงการปีที่ 2 นับจากวันแรกที่เข้าร่วมโครงการ ตัวแทนครูและนักเรียนได้เข้ามาอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ผ่านวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning), ตั้งเป็นชมรม Samsung Discovery Club ในโรงเรียน, ลงมือทำโครงการจากความสนใจของนักเรียน และนำเสนอผลงานออกมาในวันแห่งการค้นพบ (Discovery Day)

ณิชชยานันท์ นันท์อาณาเขต หรือ “ครูโบว์” เป็นหนึ่งในครูตัวแทนจากโรงเรียนอุดมสิทธิศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ แม้เธอจะไม่ได้ร่ำเรียนมาสายครูโดยตรง การเติบโตมากับการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ก็บ่มเพาะให้เธอเชื่อว่าคนเป็นครูควรมีวิธีการสอนแบบหนึ่ง นั่นคือการขีดเส้นความถูกผิดกำกับให้นักเรียนอย่างชัดเจน การเข้าร่วมโครงการจึงสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเธอไม่น้อยเลย

นับจากวันแรกที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครู ครูโบว์อยู่กับอาชีพนี้มาเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งคงเป็นเรื่องเกินจริง หากบอกว่าเวลาไม่กี่เดือนได้จะพลิกโฉมความเคยชินอย่างเป็นคนละคน แต่ประสบการณ์ช่วงสั้นๆ ที่ครูโบว์ได้รับจากโครงการ ก็ได้จุดประกายให้รับรู้ถึงบทบาทของครูที่กำลังเปลี่ยนไป


มาเข้าโครงการนี้ได้อย่างไร
เริ่มแรกครูวารินทร์ (วารินทร์ ทองผามณีรัตน์) ซึ่งเป็นครูคอมพิวเตอร์มาชวนเพราะต้องการชื่อผู้ร่วมโครงการ ตัวเองเป็นทีมประชาสัมพันธ์ ทำเรื่องสื่อต่างๆ ของโรงเรียนอยู่แล้ว ครูวารินทร์เห็นเราเคยพาเด็กไปอบรมทำหนังสั้น เลยชวนมาร่วม ตอนลงชื่อยังไม่ได้อ่านอย่างละเอียด รู้แค่ต้องพาเด็กไปอบรมแล้วมาขยายผลที่โรงเรียน มารู้รายละเอียดตอนทีมงานโทรมาถามข้อมูลบริบทของโรงเรียน เขาก็อธิบายโครงการให้ฟังด้วย

คาดหวังอะไรจากการเข้าร่วมโครงการ
ตอนแรกคาดหวังแค่กระบวนการ เราคิดว่าเป็นอบรมเชิงปฏิบัติการสอนผลิตสื่อด้วยซ้ำ ซึ่งก็ตรงกับอีกบทบาทที่ทำอยู่ ไม่คิดว่าเขาจะมาอธิบายเรื่องการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ทางโครงการให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าสิ่งที่เขาพูดมันใช่ ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็กังวลว่าจะมาปรับใช้ที่โรงเรียนอย่างไร เพราะการปรับเปลี่ยนคนเป็นเรื่องยาก

จากที่เคยเป็นผู้ให้ข้อมูล บอกว่าอะไรถูกหรือผิด พอต้องมาเปิดกว้างให้นักเรียนได้คิด มีความฝืนบ้างไหม
ช่วงแรกๆ จะมีความขัดแย้งในตัวเอง เราเข้าใจแหละ แต่มันมีความรู้สึกว่าน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ด้วยความที่เราเคยขีดเส้นเป๊ะๆ ให้เขามาก่อน ความเคยชินกับการเป็นครู แต่ไม่นานก็ปรับตัวได้ เพราะตัวเองชอบวิธีการสอนแบบเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดอยู่แล้ว ไม่ชอบให้เด็กจดตาม เพราะบางทีตัวเองก็ตลกบ้าง บางทีก็ใช้เพลงหรือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาเข้ามาใช้ บางทีก็เล่าเป็นนิทาน ตัวเองไม่เป็นครูที่สอนเนื้อหาอย่างเดียวตลอดหนึ่งชั่วโมง

ทั้งที่ไม่ได้เรียนมาทางครุศาสตร์ ซึ่งก็น่าจะมีพื้นฐานการสอนแบบครูไม่มากนักอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความเคยชินแบบสอนสั่งอยู่
ใช่ค่ะ เพราะมาเป็นครู เราก็สวมบทบาทของครู มันสะสมมา เป็นครูมาหลายปี เวลาควบคุมชั้นเรียน ถ้าเมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเด็กต้องเงียบ แค่เสียงคุยก็ทำให้หงุดหงิดมาก เราต้องการอธิบาย แล้วคุณมาคุยแทรก พอเราเป็นแบบนั้น เด็กก็เครียด เบื่อ แต่เปรียบเทียบตัวเองในปัจจุบัน กับตอนเป็นครูช่วงแรกๆ ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก ก่อนจะมาที่นี่ (โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา) ตัวเองเคยสอนแบบบอกให้จด ทำการบ้าน ทำรายงาน เหมือนปกติทั่วไป ไม่มีการออกไปศึกษาชุมชน แต่ที่นี่เป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนบนฐานของชุมชน เขาจะบูรณาการกับชุมชนอยู่แล้ว อันนี้ตั้งแต่ก่อนโครงการของซัมซุงเข้ามา แต่ในเรื่องการเรียนการสอนในห้องก็คล้ายแบบที่เราเคยทำมา พอเจอวิธีการที่ซัมซุงนำมา มันก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง

ครูโบว์ - ณิชชยานันท์ นันท์อาณาเขต
ครูโบว์ – ณิชชยานันท์ นันท์อาณาเขต

ได้ยินเด็กๆ พูดถึงครูโบว์ว่า ปกติเป็นคนสอนสนุกอยู่แล้ว ไม่ใช่เปิดหนังสือแล้วอ่านให้ฟัง อย่างนี้กระบวนการที่เข้าร่วมแตกต่างไปอย่างไร
ความต่างคือความเข้าใจของตัวเองเปลี่ยนไป เมื่อก่อนถึงจะสอนสนุก แต่นักเรียนก็ต้องทำในสิ่งที่เราบอก พอมาเข้าร่วมโครงการ ถ้าในชั้นเรียนปกติที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มของโครงการซัมซุง วิชาที่ตัวเองสอนเป็นวิทยาศาสตร์ ม.1 เราปล่อยให้นักเรียนไปคิดเลย รูปแบบอะไรก็ได้ เปิดใจฟังความคิดเห็นของเด็ก จากที่คอยเป็นผู้ชี้นำ ผู้ควบคุมความคิดของเด็กว่าควรอยู่ในขอบเขตที่เราคิดว่าถูกแล้ว ก็ให้อิสระเขาคิดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร เพราะเราก็หนีเรื่องตามหลักสูตรไม่พ้น แล้วนักเรียนก็หาวิธีการนำเสนอ ก็ได้ลองเอาแนวคิดนี้ไปใช้ ก็พบว่าขนาดเด็ก ม.1 ยังทำได้เลย

แล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กที่เห็นชัดเจนที่สุดคืออะไร
เรื่องกระบวนการทำงาน กระบวนการคิดของเขาเปลี่ยนไป เริ่มแรกของโครงการเขาทำงานด้วยตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เขาทำงานโดยครูไม่ได้เข้าไปควบคุมอะไรเลย ครูเป็นแค่โค้ช แค่ผู้แนะนำ เขาจึงรู้จักวิธีการคิด มีทักษะในการคิด ที่แต่เดิมก็มีในหลักสูตรอยู่แล้วว่าให้เด็กมีทักษะการคิด แต่กระบวนการคิดในการเรียนการสอนแบบเดิมจะอยู่ในกรอบอย่างเดียว คำตอบที่เด็กคิดมามีขอบเขตจำกัด แต่โครงการนี้มันเปิดกว้างมากขึ้น เขาสามารถคิดในสิ่งที่เราคิดว่าเขาคิดไม่ถึง รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มันต้องมีการวางแผนการทำงาน ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพราะในกลุ่มเขาไม่ได้ทำงานแต่กับคนสนิทเท่านั้น แต่เป็นการทำงานกับเพื่อนต่างห้อง กับเพื่อนต่างวัย และไม่ใช่แค่คนในโรงเรียนแล้ว แต่กลายเป็นปฏิสัมพันธ์กับชุมชนด้วย

ยกตัวอย่างเด็กสักคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเข้าร่วมโครงการ
มีเด็กคนหนึ่งที่ตอนแรกไม่มีแววเลย เป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ชอบถ่ายภาพ พอเข้ามาในกลุ่มซัมซุง เขาได้จับอุปกรณ์ต่างๆ เขาอาจอยากจับมานานแล้วก็ได้ แต่ด้วยงบประมาณของโรงเรียนก็มีไม่เพียงพอให้ทุกคนได้ใช้ พอเขาได้ใช้ เขาสนุก เขาชอบ แล้วเขาก็มีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น กล้าแสดงความคิด

มองว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากอะไร
เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของเขาเอง เครื่องมือเป็นส่วนหนึ่ง พอเขามีกล้อง เขาไปเจอมุมมองต่างๆ ถ่ายนู่นนี่ มันทำให้เขามีความรู้สึกว่าเปิดโลกกว้างขึ้น

ตอนนี้สอนแล้วมีเผลออยากจะสั่งอีกบ้างไหม
ก็ยังมีบ้างนะ (ยิ้ม) คือไม่ได้หมายความว่าปล่อยเลยนะ เพราะเด็กปัจจุบันก็สี่สิบคนต่อหนึ่งห้อง ซึ่งเยอะมากต่อครูหนึ่งคน แต่ในเรื่องของการให้ความคิดอิสระของงานที่เขาจะทำ หรือรูปแบบการเรียนที่เขาอยากได้ หลังจากกลับมาจากการอบรม เคยให้เขาสำรวจ แล้วเขียนใส่กระดาษมาว่าอยากให้ครูสอนแบบไหน โดยไม่ต้องลงชื่อ ระบายได้เต็มที่ ส่วนใหญ่เด็กก็ตอบว่า เขาไม่ชอบที่บางครั้งครูสั่งเขามากเกินไป

ตอนอ่านสิ่งที่เขาสะท้อนกลับมา เรารู้สึกเสียใจไหม
ไม่ได้เสียใจ (ตอบทันที) เพราะมันก็จริงๆ พอไปอบรมกับทางซัมซุง เขาก็บอกว่า เด็กยุคนี้ไม่ได้เหมือนยุคก่อน มันก็จริงอย่างที่เขาว่า พอเรากลับมาถามเด็กเอง มันก็ตรงกับที่เขาบอกเรามา ถ้าย้อนไปเมื่อก่อน ตัวเองจะอยากให้เด็กอยู่ในกรอบเหมือนที่เราเป็นเด็กแล้วครูสอนมาแบบนี้ เรามองว่า ตัวเองก็ประสบความสำเร็จในชีวิตนะ ก็อยากให้เขาเป็นในรูปแบบเดียวกับเรา ทั้งวิธีการเรียน วิธีการปฏิบัติตัว อยากให้เขาอยู่ในเส้นที่เราขีดเอาไว้ อยากให้ตั้งใจเรียน วิธีการหาคำตอบวิธีนี้วิธีเดียว พอมันเปิดใจก็ต้องยอมรับว่า มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เด็กเดี๋ยวนี้มีความคิดมากขึ้น มีเทคโนโลยี มีความชอบที่ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดริเริ่ม อำนาจที่เคยอยู่ในมือครูก็ลดลง การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ทำให้เรารู้สึกสูญเสียอะไรไหม
ไม่ (ตอบทันที) ไม่เลยค่ะ รู้สึกดีที่เขามีความเป็นผู้นำด้วยซ้ำ ด้วยความที่เรากับเด็กสนิทกันมาก เลยไม่ได้รู้สึกสูญเสียเลย รู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่เขาเห็นเราเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้คุยเฉพาะเรื่องเรียน เขาจะเล่าให้เราฟังทุกๆ เรื่อง การที่ลดบทบาทตัวเองลงมา ทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เราเข้าใจเด็ก บางคนเจอกันมาสามปี เพิ่งจะมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าที่บ้านมีปัญหา คนเป็นครูควรรู้พื้นฐานของเด็ก เพราะพื้นฐานที่ต่างกันทำให้เขาแสดงพฤติกรรมไม่เหมือนกัน ครูต้องเข้าใจเพื่อที่จะเข้าถึงนักเรียน

มองว่าการได้ลงชุมชน ผลิตสื่อผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ ส่งผลต่อเด็กอย่างไรบ้าง
เขารู้จักวิธีการเข้าถึงข้อมูลได้เอง ตอนแรกกำหนดหัวข้อ เขาต้องรู้ว่าจะไปหาข้อมูลจากแหล่งไหน พูดคุยกับใคร แม้เขาจะอยู่ในชุมชน แต่เมื่อก่อนก็อาจไม่ได้สัมผัสมากนัก การพูดคุย การติดต่อประสานงานก็ห่างกัน อาจด้วยวัยของผู้ใหญ่กับเด็ก แต่พอได้ทำโครงการก็มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ที่สำคัญคือตัวผู้ใหญ่ในชุมชน รวมถึงครูภูมิปัญญาที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ ก็เกิดความภูมิใจ แล้วก็ไว้ใจเด็กมากขึ้น รวมถึงผู้ปกครองที่มองว่าเด็กๆ ออกจากบ้านมาทำกิจกรรมต่างๆ มันเที่ยวเล่นกับเพื่อน ดูไร้สาระหรือเปล่า แต่พอวันนำเสนอผลงาน (Discovery Day) โรงเรียนก็เชิญผู้ปกครองมาชม ความคิดเขาเปลี่ยนไป เขาภูมิใจในตัวลูกมาก ทางชุมชนก็อยากที่จะให้ดำเนินการแบบนี้ต่อไป

ประทับใจอะไรในโครงการ
มันหลายๆ อย่างค่ะ ถ้าในเรื่องการทำงาน ไม่ใช่แค่เด็กจะโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ตัวเราเองก็มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีความอดทนมากขึ้น ได้เรียนรู้หลายอย่างจากงานนี้ เริ่มแรกมีความรู้สึกกดดัน เพราะการไปเปลี่ยนทัศนคติของครูในโรงเรียนให้เข้าใจเหมือนเราเป็นเรื่องยากมาก และด้วยความที่ตัวเองไม่ได้เป็นหัวหน้างาน เป็นเพียงแค่ครูผู้สอน ความเชื่อถือจะน้อย แต่พอเด็กแสดงให้ครูในโรงเรียนได้เห็น พวกเขาก็เกิดความคิดที่เปลี่ยนไป ซึ่งเราก็ภูมิใจในตัวเด็กมากๆ เป็นความประทับใจในตัวเด็กที่นั่งเรียนกับเราอยู่ทุกวันนี้ เขาทำได้ เขาสามารถทำออกมาจนในวัน Discovery Day เห็นภาพแล้วมันอิ่มใจ ตอนแรกที่มาอบรมคิดเลยว่า เพิ่มภาระอีกแล้ว งานที่โรงเรียนก็เยอะมากมายเหลือเกิน แต่พอเข้าไปทำจริงๆ เด็กให้ความสนใจ รอยยิ้มของเขาทำให้เราอยากที่จะทำต่อ อดทนที่จะทำต่อไป เขาได้รับอะไรจริงๆ เขามีความสุขจริงๆ ที่เขาได้ทำกิจกรรมนี้

หลังจากงาน Discovery Day เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียนอย่างไรบ้าง
เมื่อผลงานปรากฏ เด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการมีความกระตือรือร้นอยากเข้าร่วมโครงการ แม้แต่เด็กที่เข้าร่วมโครงการก็เข้ามาถามว่า “ครูคะ จะมีให้พวกหนูทำอะไรแบบนี้อีกไหม” ก็คิดว่าหลังจากเสร็จงานคงไม่จบลงแค่นั้น คงมีต่อเนื่องไป ทางโรงเรียนก็อำนวยความสะดวกมากขึ้น ในเรื่องของวิชาเรียน แต่เดิมโรงเรียนเราไม่ได้เปิดวิชา IS (Independent Study) เพิ่งมาเปิดเทอมนี้เพื่อนำโครงการของซัมซุงเข้าไปบูรณาการ ครูผู้สอนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ก็มีการบูรณาการ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ เขาก็ให้เด็กทำหนังสั้นเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ โดยการสัมภาษณ์หรืออะไรก็ได้ ซึ่งเด็กก็มาใช้อุปกรณ์และกระบวนการที่ทางซัมซุงได้สอน เป็นการบูรณาการกับวิชาอื่นๆ ต่อยอดไปเรื่อยๆ

ภายใต้ระบบการศึกษาที่ต้องสอบ ต้องวัดผล จนไม่เอื้อให้เด็กคิดริเริ่มมากนัก จัดการข้อจำกัดนี้อย่างไร
พูดตรงๆ คือวิธีการแบบที่ซัมซุงนำเข้ามาถือว่าดีเลยนะ แต่มันจะไปปฏิบัติตามกับหลักสูตรได้ยาก เพราะเนื้อหาแบบหลักสูตรที่บอกว่า “เด็กรุ่นใหม่ไม่ต้องเน้นเนื้อหาสาระ แต่เน้นให้เด็กมีทักษะการเรียนรู้” แต่ขณะเดียวกัน เด็กต้องมีเนื้อหาเพื่อไปสอบโอเน็ต (O-Net) ประมวลผลระดับชั้น ซึ่งก็สะท้อนกลับมาที่โรงเรียน ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นไปได้และเป็นไปจากนี้ก็คือ การเอาเนื้อหาเหล่านั้นมาบูรณาการกับวิธีการเรียนในแบบของโครงการซัมซุง เพราะการที่เราจะลดบทบาทเลย ไม่สอนเลย ให้เขาค้นคว้าเอง มันยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ครูก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้สอนและผู้ให้ข้อมูลอยู่ดี ตัวเองคงเริ่มจากทำในรายวิชาที่สอนก่อน หลังจากนั้นก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูท่านอื่นๆ ผ่านการประชุม ไม่ว่าจะครูในกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการของซัมซุง หรือคณะครูทั้งโรงเรียน มีการขยายผลซึ่งกันและกัน

“อุดมสิทธิศึกษา” เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาประจำอำเภอแห่งเดียวของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า มีนักเรียนทั้งหมด 1,273 คน จากการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อ 60 ปีก่อน และลงหลักปักฐานจนกระทั่งปัจจุบัน เด็กนักเรียนในโรงเรียนจึงผสมผสานระหว่างเด็กไทยและเด็กกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มอญ พม่า ฯลฯ

โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษาเป็น 1 ใน 15 โรงเรียนของโครงการ “Samsung Smart Learning Center ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ปีที่ 2 นับเป็นการต่อยอดการจัดการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ในการเรียนรู้บนฐานชีวิตจริงและสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อุปกรณ์เทคโนโลยีและกระบวนการเรียนรู้ที่ได้รับจากโครงการ ทำให้เด็กๆ เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมถึงการเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

“อุดมสิทธิศึกษา” เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาประจำอำเภอแห่งเดียวของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า มีนักเรียนทั้งหมด 1,273 คน จากการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อ 60 ปีก่อน และลงหลักปักฐานจนกระทั่งปัจจุบัน เด็กนักเรียนในโรงเรียนจึงผสมผสานระหว่างเด็กไทยและเด็กกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มอญ พม่า ฯลฯ

โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษาเป็น 1 ใน 15 โรงเรียนของโครงการ “Samsung Smart Learning Center ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ปีที่ 2 นับเป็นการต่อยอดการจัดการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ ในการเรียนรู้บนฐานชีวิตจริงและสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อุปกรณ์เทคโนโลยีและกระบวนการเรียนรู้ที่ได้รับจากโครงการ ทำให้เด็กๆ เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมถึงการเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น