จากครูสู่โค้ช
การเปลี่ยนแปลงภายใต้ “ห้องเรียนแห่งอนาคต”

เมื่อพิมพ์คำว่า “ครู” ลงในพจนานุกรมของเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน ความหมายที่ปรากฏก็คือ “ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์” ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ของคนทั่วไปว่า ใครก็ตามที่ทำอาชีพครู เขาและเธอต้องเป็น “ผู้รู้” เพื่อมาทำหน้าที่ “ถ่ายทอดความรู้” (จนบางครั้งเลยเถิดกลายเป็นผู้ผูกขาดความรู้และความถูกต้องไว้) นักเรียนส่วนใหญ่จึงเคยชินกับการรับฟังและทำตาม ทว่าเมื่ออุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าแต่ก่อน อีกทั้งอินเทอร์เน็ตก็แพร่หลายจนเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในหลายมิติ ความรู้ที่เคยผูกติดไว้กับผู้รู้จึงได้รับการคลายความเป็นเจ้าของ จนกลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้อย่าง (แทบจะ) เท่าเทียมกัน “ถ้าอยากได้สีส้ม เราต้องผสมสีอะไรกับสีอะไรเหรอคะ” เด็กบางคนอาจเคยยกมือถามครูในวิชาศิลปะ “ทำไมงูถึงต้องลอกคราบเหรอครับ” อาจเป็นความสงสัยที่เคยดังขึ้นในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ “เราควรใช้คำว่า ‘คะ’ หรือ ‘ค่ะ’ ในประโยคแบบไหน” เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เด็กหลายคนอาจยังไม่แน่ใจ เพียงเคาะความสงสัยไปยังเว็บไซต์ค้นหา คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นในไม่กี่วินาที ทั้งข้อมูลแบบตัวอักษร เสียง และภาพเคลื่อนไหว นักเรียนจึงสามารถรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น แม้ความหมายดั้งเดิมจากพจนานุกรมจะไม่ผิด แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมความหมายของคำว่า “ครู” ที่สอดคล้องกับยุคสมัยอีกต่อไป แน่นอนว่า “เทคโนโลยี” คือปัจจัยสำคัญในการพลิกโฉมบรรยากาศการเรียนการสอน แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ “กระบวนการ” ที่ครูและนักเรียนต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวจากความเคยชินเดิมๆ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา…

อ่านเพิ่มเติม

ห้องเรียนแห่งอนาคตในมุมมองของนักการศึกษา

เมื่อเอ่ยถึง “ห้องเรียนแห่งอนาคต” หลายคนอาจนึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งการจัดวางของโต๊ะและเก้าอี้ ไปจนถึงนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นคือปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน แต่สิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพก็คือ การปรับเปลี่ยน “กระบวนการ” ให้ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้อันเปิดกว้างจากครูที่เคยเป็นผู้รู้และผูกขาดความถูกต้อง ก็เปลี่ยนบทบาทมาเป็นที่ปรึกษาคอยสนับสนุนความคิดริเริ่มของนักเรียน เมื่อครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดโดยไม่มีคำว่าถูกหรือผิดมากำกับ จินตนาการของพวกเขาจะทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นหมายถึงจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้อีกมากมายจากนักเรียนที่เคยก้มหน้าก้มตาท่องทฤษฎีในตำรา ก็เปลี่ยนมาเรียนรู้ปัญหาจากพื้นที่จริงๆ ซึ่งประสบการณ์ตรงจะมอบความรู้ที่ลึกซึ้งกว่าเพียงอ่านและฟังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม และการใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนรอบๆ จะทำให้พวกเขาตระหนักถึงความเชื่อมโยงของตัวเองและผู้อื่น ตัวเองกับสังคม และตัวเองกับโลกใบนี้ รับฟังมุมมองจากนักการศึกษาทั้งสามคนที่มีต่อ “Samsung Smart Learning Center” โครงการที่ริเริ่มต้นแบบ “ห้องเรียนแห่งอนาคต” ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิง “กายภาพ” และ “กระบวนการ” ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และยังตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาอีกด้วย…

Read more